ประวัติศาสตร์วงศ์วานบนีอิสรออีลและชาติยิว (3)



การพลัดถิ่นของวงศ์วานอิสรออีล
            ในปี 538 ก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรเปอร์เซียอาคีเมนีด (Achaemenid Empire) ภายใต้การนำของกษัต์ริย์ไซรัสมหาราช II (Cyrus the Great) ได้แย่งอำนาจและพื้นที่เขตปกครองของอาณาจักรบาบิโลนได้สำเร็จ เผ่าญาฮูซาและบุญยามีนที่หลงเหลืออยู่ในอาณาจักรบาบิโลนถูกปล่อยให้เป็นอิสระและได้รับอนุญาตจากกษัตริย์ไซรัสมหาราช II เพื่อกลับไปสร้างพระวิหารแห่งใหม่ในดินแดนตนเองอีกครั้ง
พื้นที่เขตปกครองของอาณาจักรเปอร์เซียอาคีเมนีดในรัชสมัยของไซรัสมหาราช
ซึ่งรู้จักกันในชื่อ พระวิหารเยรูซาเล็มแห่งที่
2 (Second Temple of Jerusalem) ส่วน 10 เผ่าที่เหลือของวงศ์วานอิสรออีลไม่ได้กลับถิ่นเก่าจนกระทั่งถูกขนานนามว่า “10 เผ่าที่หายจากไป” (Ten Lost Tribes)
            บางส่วนของวงศ์วานอิสรออีลที่ได้กลับไปยังดินแดนเดิม (คานาอัน) พยายามที่จะบูรณะพระวิหารบัยตุลมักดิส จนกระทั่งในปี 330 ก่อนคริสต์ศักราช พระวิหารแห่งนี้ก็ถูกบุกรุกและทำลายอีกครั้งโดยอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งมาซิโดเนีย วงศ์วานอิสรออีลไม่ทันที่จะฟื้นตัว พวกเขาก็ถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่องอีกครั้งโดยชาวทอเลเมอิก (Ptolemaic) แห่งซีเรีย แมททาเทียส (Mattathias) หนึ่งในผู้นำของวงศ์วานอิสรออีลพยายามที่จะต่อกรอำนาจและฟื้นฟูดินแดนคานาอันในปี 167 ก่อนคริสต์ศักราช แต่ก็ไม่สำเร็จ ต่อมาในปี 160 ก่อนคริสต์ศักราช ตำแหน่งของท่านถูกแทนที่โดยบุตรชายของท่าน มัคคาบีอุส (Maccbaeus) แต่กระนั้น วงศ์วานอิสรออีลก็ยังต้องประสบกับความปราชัยเช่นเดิม
            หลังจากหมดยุคของราชวงศ์ทอเลเมอิกแล้ว ชาวยิวยังต้องตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรโรมัน ในปี 63 ก่อนคริสต์ศักราช ดินแดนคานาอันตกอยู่ภายใต้การควบคุมของปอมเปย์ (Pompey) และรับช่วงต่อโดยจักรพรรดิติตุส (Kaisar Titus) แห่งจักรวรรดิโรมันในปีคริสต์ศักราชที่ 70  เมืองเยรูซาเล็มรวมถึงพระวิหารของชาวยิวที่ถูกสร้างในรัชสมัยของไซรัสถูกทำลายอย่างพินาศโดยจักรพรรดิติตุส
            การขึ้นสู่อำนาจของจักรพรรดิไกเซอร์ อาดรีอานุส (Kaisar Adrianus) เหนือเมืองเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 135 ก่อให้เกิดการจลาจลและการลุกฮือขึ้นจากบรรดาชาวยิวโดยมี บาร์ โกคห์บา (Bar Kokhba) เป็นผู้นำ แต่ท้ายที่สุด การลุกฮือของชาวยิวก็ประสบกับความล้มเหลว ทำให้ชาวยิวส่วนใหญ่ต้องหนีเอาตัวรอดไปยังอียิปต์ แอฟริกาเหนือ สเปน ยุโรป เอเชีย ชาม คอยบัร มาดีนะห์ อินเดีย จีนและเอธิโอเปีย เพื่อให้หลุดพ้นจากการทรมานและฆาตกรรมโดยทหารโรมัน
                   วงศ์วานอิสรออีลในปัจจุบัน
            ภายหลังจากการผสมผสานกันระหว่างวงศ์วานอิสรออีลกับเชื้อชาติอื่นๆ ยากสำหรับเราที่จะกำหนดว่าใครคือวงศ์วานอิสรออีลที่บริสุทธิและแท้จริง อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถที่จะสรุปได้ว่า ชาวยิวที่แท้จริงคือคนที่ยังนับถือศาสนาและและยึดมั่นในหลักคำสอนของนบีมูซา (เตารอตฺ)
            หนังสืออ้างอิงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆและความรู้ในเรื่องมานุษยวิทยาได้สรุปว่า การอพยพของวงศ์วานอิสรออีลจากประเทศอียิปต์ ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างยุควงศ์วานอิสรออีลเลือดเดิมและเลือดผสม บางส่วนจากพวกเขาที่พลัดถิ่นไปยังยุโรป ได้ผสมผสานเชื้อเลือดกับชนท้องถิ่นซีเรียและอนาโตเลีย วงศ์วานอิสรออีลเลือดผสมชนนี้ได้ปักหลักที่ชายขอบแม่น้ำไรน์ (Rhine River) จากที่นั่น พวกเขาได้แพร่กระจายสู่ยุโรปและรัสเซีย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่นั่นนับถือศาสนายิวตามที่พวกเขานำเข้ามาด้วย เช่น เผ่าฟูลาชา (Fulasya) จากเอธิโอเปีย เผ่าทมิฬ (Tzamil) จากอินเดียและเผ่าฮาราซ (Haraz) จากตุรกี
            แท้ที่จริงแล้ว ชาวยิวที่มุสลิมกำลังเผชิญหน้าอยู่ด้วย ณ ปัจจุบันนี้ คือชาวยิวที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องหรือเป็นชาวยิวที่ไม่ได้สืบเชื้อสายโดยตรงจากวงศ์วานอิสรออีลเลย เพราะชาวยิวที่กำลังมีอำนาจเหนือดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบันคือชาวยิวคอซัร (Khazar) ที่เคยอาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) ทางใต้ของรัสเซีย คนพวกนี้นับถือคำสอนเตารอตในปี ค.ศ. 740 และหนีออกจากรัสเซียไปยังยุโรปและอเมริกาในปี ค.ศ. 1881 เนื่องจากพยายามที่จะท้าทายอำนาจจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย (Alexander- Czar II) พวกเขาต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่มาจากลุ่มลัทธิต่อต้านยิวหรือกลุ่ม Anti- Semitic เนื่องจากพวกเขาไม่เป็นที่ชื่นชอบจากชนชาติต่างๆ

            นักพันธุศาสตร์วิทยาได้ให้ความเห็นว่า ชาวยิวที่กำลังยึดดินแดนปาเลสไตน์เป็นอาณานิคมของตนเองนั้นคือ ชาวยิวเลือดผสม (Mix race) ที่สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งกันภายใต้ชะตากรรมและตัวละครเดียวกัน โดยใช้ภาษาซีรีแอค แอคแคดและโฟนีเซียนในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันจนในที่สุดพัฒนากลายมาเป็นภาษาอาราเมอิค

ความคิดเห็น